SME ควรคุมงบฯ ในการโฆษณาออนไลน์อย่างไร?

ในยุคของการเติบโตของอินเทอร์เน็ท ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปมากมาย การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และการเพิ่มโอกาสการมองเห็นให้กับสินค้าของธุรกิจรายเล็กในตลาดไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่ธุรกิจขนาดเล็ก ต้องเตรียมตัวให้พร้อม คือ จะใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์แบบต้นทุนต่ำอย่างไร?

ในปัจจุบันการโปรโมทสินค้าแบบออนไลน์สามารถผสมผสานการทำการตลาดผ่านได้หลายช่องทาง เช่น Social media, Blogging sites, Review websites , Display Ad หรือ Video Ad เป็นต้น การโปรโมทดังกล่าว เป็นทั้งแบบที่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในบทความนี้ จะขอพูดเกี่ยวกับเรื่องการบริหารงบประมาณในการโปรโมทสินค้าแบบมีค่าใช้จ่าย หรือการทำโฆษณาออนไลน์ให้สามารถสร้างยอดขายได้สูงสุด

การทำโฆษณาออนไลน์ในปัจจุบันเป็นเรื่องง่าย เนื่องจากแพลตฟอร์มต่างๆ มักจะมีการนำเสนอรายงานแบบละเอียด และ Real time มีระบบการวัดผลแคมเปญจนถึงกระบวนการซื้อขายทีสมบูรณ์ มีเครื่องมือในการเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดและสามารถแสดงโฆษณาต่อกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานเองก็ควรมีการทำแคมเปญอย่างถูกต้องเพื่อให้เครื่องมือต่างๆ ในระบบที่เราใช้งานสามารถทำงานได้อย่างครบถ้วน

เพื่อการบริหารค่าใช้จ่ายในการทำแคมเปญโฆษณาออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้โฆษณาควรจะพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้ มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง?

1. ต้องกำหนดเป้าหมายของการทำแคมเปญที่ชัดเจน

เช่น ขายเครื่องสำอาง 1,000 เซ็ท เป็นต้น

2. ควรตั้งงบประมาณสำหรับแคมเปญ

หากผู้โฆษณาทราบต้นทุนการโฆษณาต่อการขาย (Cost per Order, CPO) อยู่แล้วก็จะเป็นเรื่องง่าย เช่น ต้นทุนต่อการขาย 1 ชิ้น อยู่ที่ 100 บาท งบประมาณสำหรับแคมเปญนี้ก็จะอยู่ที่ 100,000 บาท (สำหรับการขายเครื่องสำอาง 1,000 เซ็ท)

แต่หากว่ายังไม่ทราบ ทางผู้ขายก็จะต้องคำนวณต้นทุนออกมาจากต้นทุนของสินค้าและราคาขายและกำหนดสัดส่วน เพื่อใช้สำหรับการทำโฆษณา (CPO goal) ต่อไป และนำต้นทุนต่อการขายต่อชิ้นมาคูณกับจำนวนที่ต้องการขายเพื่อกำหนดงบประมาณของแคมเปญ

งบประมาณก้อนแรกควรจะไม่มากหรือน้อยจนเกินไปเพราะสำหรับผู้ที่ขายสินค้ามือใหม่แล้ว ยังจะต้องมีการหาตลาดเป้าหมายของสินค้าในการทำแคมเปญ หากงบประมาณน้อยจนเกินไป การปรับแคมเปญ (Campaign Optimization) อาจจะไม่ทันเนื่องจากงบประมาณจะหมดเสียก่อน ก็คงจะไม่ทันได้เห็นผลลัพธ์ แต่หากมากเกินไป ก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น

 3. ควรวางระบบการวัดผลแคมเปญ (Effective measurement) ก่อนเริ่มแคมเปญ

วิธีที่เป็นที่นิยมโดยทั่วไปจะมี 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรก คือการตั้งค่าบน Analytics ของเว็บไซต์เพื่อให้สามารถวัดผลได้ละเอียดตามที่ต้องการ ซึ่งวิธีนี้จะค่อนข้างยากสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่ specialist  หรือวิธีที่สอง คือการนำ Tracking code ของแพลตฟอร์มที่ใช้งานไปติดตั้งบนเว็บไซต์ ซึ่งเป็นวิธีที่่ง่าย เจ้าของเว็บไซต์มักทำเองได้  การวางระบบการวัดผลดังกล่าวจะทำให้สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากผู้โฆษณาสามารถทราบผลลัพธ์ได้แบบเชิงลึกเช่น โฆษณาตัวไหน การแสดงโฆษณาที่ใด กลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดที่สามารถทำให้เกิดยอดขายได้มากที่สุดหรือมีต้นทุนต่อการขาย (CPO)ต่ำที่สุด เป็นต้น  หากเราทราบผลดังกล่าวแล้ว ผู้ขายสามารถสั่งหยุดโฆษณาในส่วนที่ไม่ทำให้เกิดยอดขายตามเป้าหมายได้ทันที ทำให้สามารถปรับปรุงแคมเปญ (Campaign Optimization)ได้เร็วขึ้นและแน่นอนจะสามารถประหยัดงบประมาณได้มากขึ้นเช่นกัน

4. การใช้เครื่องมือควบคุมงบประมาณในการทำแคมเปญ

โดยศึกษาเครื่องมีอที่แต่ละแพลตฟอร์มจัดทำไว้ให้เช่นการทำโฆษณาแบบคิดค่าใช้จ่ายตามจริงตามผลลัพธ์ (Cost per Action, CPA), การติดตั้ง Tracking code เพื่อวัดผลCPO หรือ Conversion และการกำหนด          งบประมาณต่อวัน  (Daily Budget) อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงแรกของการทำแคมเปญ

5. ไม่เร่งแคมเปญจนกว่าผลลัพธ์ หรือ CPO จะเป็นไปตามเป้าหมายและสร้างผลกำไร

เพราะบางครั้งผู้ขายมือใหม่อยากเร่งยอดขาย จึงพยายามเพิ่มงบโฆษณา แต่หากมีผู้เยียมชมไปที่เว็บไซต์มากขึ้น แต่ต้นทุนต่อการขายสูงเกินไปอาจจะทำให้เสี่ยงต่อการขาดทุน   รวมถึงการขยายแคมเปญควรศึกษาอย่างละเอียดจาก Insight Report ที่ได้รับจากการทำแคมเปญที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง

6. การเลือกและการเข้าถึงกลุ่มป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขาย โดยมีเครื่องมือมากมายที่แต่ละแพลตฟอร์มจัดทำไว้สำหรับผู้โฆษณา เช่น เลือกตามทำเลของกลุ่มเป้าหมาย หรือเลือกตามกลุ่มความสนใจหากเริ่มต้นจากงบประมาณไม่มาก จึงควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แคบในช่วงแรกเครื่องมือที่อยากจะแนะนำอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสร้างยอดขายได้เป็นอย่างดีสำหรับเว็บ e-commerce ทั่วโลกคือ Retargeting Tool หรือการแสดงโฆษณากับกลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เราแล้วแต่ยังไม่ซื้อสินค้า การติดตามกลุ่มเป้าหมายโดยใช้เครื่องมือนี้ มีกลยุทธ์มากมายที่หลายๆค่ายออกมาแชร์ ซึ่งทางผู้ขายสามารถศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ได้

7. การติดตามและวิเคราะห์ผลลัพธ์จากรายงานทางสถิติ (Campaign Monitoring, and Campaign analysis)

เพื่อปรับปรุงแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การทำความเข้าใจในระบบการติดตามและวัดผล สามารถช่วยพัฒนาเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นแบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น จากรายงานทางสถิติ พบว่ารูปแบบการโฆษณาชนิดหนึ่ง ช่วยสร้างการขายได้สูงสุด (Conversion) ดังนั้น จึงพัฒนารูปแบบการโฆษณาจากข้อมูลทางสถิตินี้ ส่งผลให้ลดราคาต้นทุนต่อทุกๆการขายลงได้ เนื่องจาก การทำโฆษณาที่ทำให้เกิดอัตราการคลิกสูง (Click Through Rate หรือ CTR) ช่วยให้ราคาต่อคลิกลดลงได้ รวมถึงระบบการโฆษณาแบบปัจจุบัน ที่เป็นแบบ CPC Bid การตั้งราคาCPC ที่เหมาะสมและไม่สูงเกินไป จะช่วยให้ประหยัดงบโฆษณาได้ นอกจากนี้ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง ก็จะช่วยให้เกิดยอดขายได้จำนวนมากอีกด้วย

การขายสินค้าออนไลน์จะสามารถสร้างรายได้ให้เราได้อย่างมหาศาล หากเรามีการวางแผนการโปรโมทอย่างรอบคอบและถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ขายมือใหม่หรือผู้ขายเดิมที่ต้องการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าผ่านทางแพลตฟอร์มที่หลากหลายมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องศึกษาระบบการทำงาน การใช้งานเครื่องมือในแต่ละแพลตฟอร์ม  รวมถึงวิธีการบริหารงบประมาณในการทำแคมเปญ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารค่าใช้จ่ายในการทำแคมเปญโฆษณาออนไลน์

โทร. 02 632 1529 หรือคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ yengo.com

อ่านเพิ่มเติม